วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
นกกระจาบกับใบตะไคร้
วันนี้ไปบ้านย่านั่งคุยกันเรื่องงานแต่ง แล้วพอดีเห็นนกกระจาบกำลังให้ปากฉีกใบตะไคร้น่าจะเอาไปทำลัง มันฉีกออกทีละนิด ทีละนิด ใบมันใหญ่สำหรับมันฉีกเกือบได้แล้ว แต่ตรงกลางใบตะไคร้มันจะเป็นแกนของใบ มันจะแข็งและขากยากเจ้านกกระจาบนั้นพยายามใช้ปากจิก จิก แต่มันก็ไม่ขาด มันก็เลยเปลี่ยนเป้าหมาย ไปที่ดอกตะไค้ลแทน มันจิก 2 ที มันก็ได้ดอกตะไคร้ไปแล้ว ผมมองที่ความพยายามธรรมชาติของนกที่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่ก็มีความพยายามที่จะหาของดีๆ มาทำลังของมันถึงแม้ว่าจะตัวเล็กแต่ความพยายามนั้นสุดยอดมาก ฉีกใบไม้ทีละใบเอามาถักลังของมัน ทำในสิ่งเล็กๆ แต่ทำต่อเนื่องและตั้งใจ สุดท้ายก็ได้ลังนั้นมา ผมมองอีก 1 อย่างคือนกกระจาบตัวนั้นตอนแรกมันต้องการใบตะไคร้ แต่เมื่อมันไม่ได้มันก้เปลี่ยนเป้าหมายใหม่แต่มันก้ได้ใช้ทักษะเดิมจิก 2 ที ก้ได้ดอกตะไคร้ไปทำลังนี้คือสิ่งที่ผมได้ นกตัวนี้ฉลากมากเมื่อเป้าหมายเดิมไม่ได้แล้วมันไม่ดันทุลังที่จะจิกใบตะไคร้ใบเดิม มันเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ที่น่าจะง่ายกว่าเดิม นกมันไม่ได้คิดมากว่าต้องเอาใบตะไคร้ใบนั้นให้ได้ มันคิดเปลี่ยนใบแต่มันไม่เปลี่ยนความคิดที่จะเลิกทำลัง เพราะเป้าหมายมันคือเอาใบไม้หรือหญ้าแห้งเอาไปทำลังเป้าหมายของนกกระจากคือทำลังเพราะฉะนั้นมันก็จะทำลังอย่างเดียวโดยไม่สนใจที่จะหาเป้าหมายใดนานๆ มันจะทำทุกอย่างที่จะได้ลังนั้นมา แล้วคนล่ะต่างอะไรกับนกกระจาบบ้าง นกทำลัง คนทำเรือน คนมีความคิดมากกว่านกกระจาบ ต้องการมากกว่านกกระจาบแต่คนเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีความท้อแท้เมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค์ก็มักจะบ่นท้อแท้ ปัญหามากเหลือเกิน ไอ้นั้นไม่ดี ไอ้นี้ไม่เอา โน้น นี้ นั่น ต่างๆ เยอะมาก และคนก็ยอมแพ้กับสิ่งต่างๆง่ายด้วย อยู่อย่างนี้ก็จะไปลำบากทำไม ไม่ขยันก็ไม่อดตายอยู่แล้ว อย่าไปตามเขาเลย เอาไว้ก่อน รอก่อนตอนนี้ลูกยังเล็กเมียยังเด็กสารพัดปัญหามากมาย คนพวกนี้ต้องเปล่าเขาไปอย่าไปยุ่งกับเขา เมื่อไม่คิดจะทำอะไรก็จะมีคนอื่นมาคิดให้ทำเอง คบกันไว้แค่รู้จักเท่านั้นพอ
1.เพื่อนที่เราคบ สมมุติว่าเพื่อนเราชอบเล่นฟุตบอลหรือเป็นตัวกีฬาจังหวัด เราก็จะเล่นบอลเก่งตามเพื่อนไปด้วย ถ้าเพื่อนเราขยันทำมาหากินทำธุรกิจ เราก็จะทำธุรกิจ เป็นตามไปด้วย เพราะว่าเราอยู่ในบรรยากาศแบบใดเราก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าเพื่อนเราเป็นคนไม่ทำอะไรเลยเราก็จะเป็นเหมือนเพื่อน นี้คือการเลือกเพื่อนเราอยู่ในกลุ่มคนแบบใหนเราก็จะเป็นคนแบบนั้น
2.หนังสือที่เราอ่าน ถ้าเราชอบเล่นเกมส์อ่านแต่หนังสือเกมส์เราก็จะเก่งเกมส์ หรือเราชอบแนวปรัชญาแนวคิด หรือหนังสือหำเงิน หารายได้เราก็จะมีองค์ความรู้แนวทางหาเงินได้มากกว่าคนที่ไม่ได้อ่าน มันจะทำให้เราอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นเราจะคิดและทำอย่างนั้น
คนเราถ้าต้องรอความพร้อมคงต้องรอไปตลอดชีวิต เพราะความพร้อมมันไม่มีจริง มีแต่การเตรียมตัวมามากหรือน้อยเท่านั้นเอง
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เมื่อกลับมาตอนตี 3
เรื่องของโอกาสที่คน 1 คนจะเห็นและทำอะไรซักอย่างมันก็เกิดจากตัวของเขาเอง ผมเป็นแค่เพื่อนให้ได้แต่แนวคิด เมื่อมันหนึ่งที่เขาเห็นเราเปลี่ยนไปมากกว่านี้เขาจะเข้ามาหาเราเอง เป็นคำพูดที่เคยได้ยินมาก่อนซึ่งตอนแรก็ก็ฟังแล้วเข้าหูนะแต่ไม่ได้เข้าใจอะไรมาก ตอนนี้ผมกลับมามองตัวเองอีก 2 ปีข้างหน้าผมจะเป็นอย่างไร มันจะเหมือน 2 ปีที่ผ่านมาหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆ คือเมื่อเราอยู่ในสังคมที่ดี บรรยากาสมันจะหล่อหลอมเราให้เป็น 1 เดียวกับมันแล้วผมก็มาอีกห้องของน้อง DL อีกไม่มีสาธิตสินค้า เขียนแผน วันนี้เราตั้งวงกันเปิดอกคุยกันหลายเรื่อง คุยกันด้วยเหตุผลที่เราต้องทำของแต่ละคน เพราะว่าเรื่องเงินอย่างเดียวมันสร้างสังคนที่ดีไม่ได้ปรับทุกข์ ผูกมิตรกัน ให้แนวคิดที่ถูกต้อง คุยกันนานได้เวลาตี 3 เราก็แยกย้ายกลับ ผมเห็นว่าบางคนออกมาตั้งร้านขายของแล้ว
ต่างคนต่างเลือกทางของตนเอง
ขึ้นอยู่กับว่าเลือกเครื่องมืออะไรในการทำงาน
วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553
15 นาทีที่ยิ่งใหญ่
วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมมีนัดประสัมนาเรื่องของ " ความเชื่อมั่นในตนเอง " งานเริ่มเวลา 16.00 - 20.00 น. วันนั้นผมต้องเดินทางมาจากบ้านยาเพื่อกลับเข้ามาในกรุงเทพ ฯ กว่าจะถึงงานก็เป็นเวลา 19.30 น. ซึ่งคิดว่ายังดีที่ยังเหลือเวลาอีก 30 นาที น่าจะมีความหมายอยู่บ้าง แต่แล้วเรื่องก็ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะว่า งานมันเลิก 19.45 น. เท่ากับว่าผมเข้ามาในงานเพียง 15 นาทีเท่านั้นเอง ได้ฟังอยู่จับประโยคได้ว่า
" เราต้องรู้จักความเป็นเจ้าของธุระกิจ " และ " เราจะเลือกมองดินหรือมองดาว "
แค่นั้นเอง มันทำให้รู้ว่าเรานั้นทำอะไรแล้วทำไปทำไม หลังจากนั้นมาต่อกันหลังห้อง มาฟังเพื่อนคนอื่น แชร์ให้ฟังว่าวันนี้เขาได้อะไรกันบ้าง แล้ว "พี่โจ" ก็มาสรุปให้ฟังอีกรอบ ผมมา 15 นาที พี่โจมา 24 นาที แต่สิ่งที่ได้คือ วันนี้เราคิดอย่างไร กับสิ่งที่เราทำอยู่ ถ้าเราคิดว่านี้คือ ธุรกิจของเราเราทำเพื่อตัวเราเอง และมีอารมณ์ความเป็นเจ้าของ สิ่งนี้สำคัญมากเลย เพราะว่าถ้าเราไม่คิดว่าเราคือเจ้าของวันนั้นผมคงไม่ไป งานแน่เพราะมันเหลือเวลา 15 นาที แต่วันนั้ผมเลือกที่จะไป เพราะมันคืองานของผม คือธุรกิจของผม
เราคิดอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น เรามองออกหรือไม่ว่ามันเป็นของเรา แล้วเราจะทำอย่างไร
มุมนี้ต้องคิดให้หลุด เมื่อหลุดได้เราจะเป็นอะไรก็ได้ในธุรกิจ
ชีวิตของเรา เรากำหนดเอง
วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553
อะไรคือสิ่งสำคัญ
หมอบอกให้ฉันกลับไปนอนที่บ้าน ฉันเข้าใจว่าฉันอาการดีขึ้น ฉันจะได้กลับไปทำงานที่ฉันต้องรับผิดชอบแต่ว่า "ฉันเข้าใจผิด" นี้อาจจะไม่ใช่อย่างที่ฉันเข้าใจก็ได้ ร่างกายฉันไม่เหมือนเดิม ไม่มีแรง ต้องควบคุมอาหาร เข้านอนเร็วขึ้น บริษัทที่ฉันเคยทำงานนั้นแสนดี ยังให้ฉันกลับมาทำงาน แต่ว่าเงินที่ได้โดนตัดลดลงไป เพียงแค่ฉันทำงานให้กับเขาไม่ได้เท่าเดิม ค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่ฉันต้องดูแล ภรรยาที่รักต้องออกจากงานมาดูแลฉัน ค่าเล่าเรียนของลูกที่ต้องใช้ ฉันต้องทำอย่างไรต่อไปดี
ฉันทำงานนี้อย่างเดียวด้วยความมุ่งมั่น ฉันรักที่แห่งนี้ ตอนนี้ฉันหมดแรงที่หาเงินเพิ่มแล้ว ค่าใช้จ่ายที่เข้ามากเท่าเดิม แต่รายได้นั้นกลับลดลงกว่าเดิมอายุฉันที่มากอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ ถ้าฉันอายุไม่มากคงจะทำอะไรได้มากกว่านี้
ถ้าฉันไม่ป่วยคงจะได้เงินมากกว่านี้
ถ้าฉันเตรียมบางอย่างเพื่อไว้ ฉันคงไม่ต้องเป็นอย่างนี้
อันนี้คงเป็นตัวอย่างของใครอีกหลายคนที่ ขยัน มุ่งมั่น ทุ่มแท กับบางสิ่งที่ชอบ แต่ผลที่ได้ไม่ใช่ สิ่งที่ชอบ ตำแหน่งคนอื่นเอาไป เงินเดือนก็ไม่ได้ ครอบครัวอยู่กับความว่างเปล่าในเมื่อคนสำคัญได้จากไป สิ่งที่เหลือไว้ให้คือน้ำตา
อะไรคือสิ่งสำคัญ เงิน เวลา สุขภาพ ครอบครัว
คนส่วนมาก ทำงานหนักเก็บเงินเอาไปให้หมอ รักษาตอนแก่
คนส่วนน้อย ดูแลตัวเองเพื่อใช้เงินในตอนแก่